กล้องของคุณ กับแบตเตอรี่คู่ใจ
สวัสดีครับสำหรับสัปดาห์นี้กระผม Mr.D2H ขอแทรกเรื่องแบตเตอรี่เข้ามาแทนก่อนนะครับ
เนื่องจากว่ามีทั้งคนรู้จักและลูกค้าหลายต่อหลายท่านถามเรื่องแบตเตอรี่มามาก ก็เลยขอเอาเรื่องนี้มาคุยกันในสัปดาห์นี้ ส่วนเรื่องการถ่ายภาพจะเขียนต่อในสัปดาห์หน้าละกันครับ
ปัจจุบันแบตเตอรี่ที่จัดจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด มีแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง อาทิเช่น ถ่านไฟฉาย ถ่านนาฬิกา ถ่านของเล่น ฯลฯ และชนิดที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีกครับ ด้วยการเติมประจุไฟฟ้า(Rechargaeble Battery) หรือที่เรียกกันว่าถ่านชาร์จนั้นเองครับ
หลักการทำงานของแบตเตอรี่นั้น ทำหน้าที่กักเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ในตัวของมันเองตามแต่ขนาดความจุ เพื่อนำมาจ่ายไฟให้กับกล้องหรืออุปกรณ์ของเราครับ พอใช้หมดก็สามารถนำกลับมาชาร์จหรือเติมประจุด้วยเครื่องชาร์จไฟแบตเตอรี่(Battery Charger) นั่นเอง
สำหรับความสามารถในการจ่ายกระแสไฟของแบตเตอรี่หรือหน่วยวัดความจุ เรียกกันว่า mAh. (milli-Ampere/hours) หรือเรียกว่า มิลลิแอมป์ต่อชั่วโมง ซึ่งหน่วย mAh นี้เป็นตัวกำหนดว่าแบตเตอรี่ดังกล่าวสามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เหล่านั้นได้ระยะเวลาเท่าไร ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ชนิดหนึ่งกินกระแสไฟฟ้าในราว 1,000 mAh. หากใช้แบตเตอรี่ที่มีความจุ 2,000 ก็สามารถนำไปใช้งานอุปกรณ์นั้นได้ราว 2ชั่วโมงเป็นต้น ว่าง่ายๆคือ ถ้ายิ่งสูงก็สามารถใช้พลังงานได้นานยิ่งขึ้นครับ
อายุการใช้แบตเตอรี่แต่ละประเภทจะขึ้นอยู่กับจำนวนรอบในการชาร์จไฟ (Cycle Life) เป็นหลัก แตกต่างกันออกไปหลายร้อยหลายพันรอบขึ้นอยู่กับผู้ผลิตสินค้าออกแบบไว้ เมื่อเริ่มหมดอายุแบตเตอรี่ก็จะเริ่มเก็บไฟได้น้อยลงจนกระทั้งไม่สามารถเก็บได้อีกต่อไป ครับถ้าหากพวกเราเข้าใจถึงการทำงานของแบตเตอรี่ในแต่ละประเภทแล้ว ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานคุ้มค่ากับเงินที่ต้องควักไปครับ
แบตเตอรี่อัลคาไลน์ (หรือที่เรามักเรียกกันว่า “ถ่าน”) และแบตเตอรี่ลิเธียม ที่นิยมใช้กันคู่กับกล้องของเรานั้น มีอยู่หลายประเภท แต่ผมจะแบ่งออกให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนะครับ แบตเตอรี่แบบอัลคาไลน์จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด และแบตเตอรี่แบบลิเธียมก็แบ่งย่อยได้อีก 2 ชนิดย่อยเช่นกันครับ เอาล่ะเราเริ่มจากเรื่องแบตเตอรี่อัลคาไลน์ก่อนครับ
แบตเตอรี่อัลคาไลน์
1. แบตเตอรี่อัลคาไลน์ชนิด Ni-Cd (Nickel-Cadmium)
นิกเกิล-แคดเมียม ถือเป็นแบตเตอรี่ชนิดเติมไฟได้รุ่นแรกที่นำมาใช้กันในบ้านเรา โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบพกพารุ่นแรกๆ เช่น โทรศัพท์ไร้สาย โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายภาพทั้งฟิล์มและดิจิตอล รวมทั้งคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว หรือโน๊ตบุ๊ครุ่นก่อนหน้านี้ รูปร่างของ Ni-Cd เป็นทรงกระบอกสั้นบ้างยาวบ้างคล้ายกับก้อนถ่านไฟฉายที่พบกันทั่วไป แรงดันไฟฟ้าต่อเซลล์ หรือต่อก้อนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2 โวลต์ ต่างจากถ่านไฟฉายทั่วไปมีแรงดันไฟฟ้าที่1.5 โวลต์ เมื่อนำ มาชาร์จไฟจนเต็มแล้วอาจมีแรงดันสูงถึง 15% หรือราว 1.38 โวลต์เลยหากเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดที่ต้องการแรงดันไฟฟ้าสูงกว่า 1.2 โวลต์ ก็เพียงนำเอาแต่ละก้อนเชื่อมต่อๆ กันหรือที่เรียกกันว่าการต่อแบบอนุกรม ก็จะได้แรงดันไฟฟ้าเป็นทวีคูณ เข่น ต่อกัน 2 ก้อน หรือ 3 ก้อน ก็จะได้แรงดันไฟฟ้า 2.4 โวลต์ และ 3.6 โวลต์ตามลำดับ
ข้อเสียของ Ni-Cd คงหนีไม่พ้นเรื่องเมโมรี่เอฟเฟ็กต์(Memory Effect)*** เนื่องจากเจ้า Ni-Cd นี้จะจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์ต่างๆได้เท่ากับการชาร์จไฟในแต่ละครั้งเท่านั้น ตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่ก่อนนำไปชาร์จไฟมีความจุไฟฟ้าอยู่เพียง 5% เมื่อนำไปชาร์จไฟเข้าไปอีก 95% ก็จะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ได้ในราว 95% ในขณะที่หากปริมาณไฟฟ้ามีอยู่ในแบตเตอรี่ 80% เมื่อชาร์จไฟซ้ำเข้าไปจะได้เพียง 20% ยังผลให้ระยะเวลาในการใช้งานที่เหลือได้อีกราว 20% เช่นกัน
ดังนั้นก่อนชาร์จไฟควรใช้งานไฟฟ้าภายในแบตเตอรี่ให้หมดเสียก่อน หรือที่เรียกกันว่า ดิสชาร์จ (Discharge) ครับ เพื่อให้การชาร์จครั้งต่อไปจะได้จ่ายไฟอย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานหรือจำนวนรอบ Cycle Life ของเจ้า Ni-Cd โปรดสังเกตจากมาตรวัดระดับแบตเตอรี่บนหน้าจอของอุปกรณ์ว่าสถานะของแบตเตอรี่ในขณะนั้นหมดแล้วหรือยังก่อนที่จะนำมาชาร์จใหม่
ดังนั้น แบตเตอรี่ทุกประเภทจะมีจำนวนรอบ ตามที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ ดังนั้นการชาร์จไฟ 1 ครั้งไม่ว่าจะได้ความจุเท่าไรก็ตาม ถือว่าอายุการใช้งานของแบตสั้นไป 1รอบ
ในกรณีถ้าซื้อมาใหม่ๆ ควรชาร์จไฟให้เต็มแล้วทิ้งไว้ 12-16 ชั่วโมงหรือราวหนึ่งคืนสำหรับการชาร์จไฟ 2-3 ครั้งแรก เพื่อยืดอายุให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น เนื่องจากสารเคมีในตัวแบตเตอรี่ก้อนใหม่ๆ ต้องมีการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อม หลังจากนั้นหากชาร์จไฟเต็มแล้วก็สามารถนำมาใช้งานได้ทันที หากจะชาร์จไฟทิ้งไว้ทั้งคืนก็ได้ไม่ว่ากัน เพียงแต่ไม่ควรชาร์จทิ้งไว้หลายวันครับ
2. แบตเตอรี่อัลคาไลน์ชนิด Ni-MH (Nickel-Metal Hydride)
นิเกิล-เมทัลไฮดราย ถือเป็นพัฒนาการต่อจาก Ni-Cd มีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยมากว่าประเภทแรกเล็กน้อย ส่วนใหญ่มีรูปทรงคล้ายๆ กัน เพียงแต่จะมีตัวหนังสือกำกับอยู่ว่าเป็นประเภท หรือประเภท Ni-Cd แต่ละก้อนมีแรงดัน 1.2 โวลต์เหมือนกัน แถมยังออกแบบมาให้กักเก็บไฟได้มากกว่าเดิม มีจำนวนรอบ Cycle Life มากกว่าประเภท Ni-Cd ส่วน Ni-MH เองสามารถลดปัญหาเรื่องเมโมรี่เอฟเฟ็กต์ลงไปได้ระดับหนึ่ง แทนที่ต้องมานั่งกังวลเรื่องใช้ไฟให้หมดทุกๆครั้ง กลายเป็นว่าใช้งานไปสัก 3-5ครั้ง แล้วจึงทำการดิสชาร์จหรือใช้งานให้แบตเตอรี่หมดสักครั้งหนึ่งก็ได้ ถ้าพูดง่ายๆคือสำหรับแบตเตอรี่แบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ให้หมดก็ได้ครับสามารถชาร์จได้เลย
ปัจจุบันแบตเตอรี่ประเภท Ni-MH นี้ยังนิยมใช้กันแพร่หลายกับเครื่องใช้ดิจิตอลหลายชนิด เช่น เครื่องเล่นเพลง MP3 แบบพกพา กล้องดิจิตอลโดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ขนาด และ AAA ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับถ่านไฟฉายก้อนเล็ก เนื่องจากมีราคาถูก กักเก็บไฟฟ้าได้มากหาซื้อง่าย สามารถจัดหามาใช้เป็นแบตเตอรี่สำรองในยามฉุกเฉินได้อีกด้วย
แต่หลักของการชาร์จก็เหมือนกันกับตัว Ni-Cd (Nickel-Cadmium) ก็คือชาร์จครั้งแรก 12-16 ชั่วโมงครับ ชาร์จสัก 2-3ครั้งครับ หลังจากนั้นไม่ควรชาร์จทิ้งไว้ในเครื่องชาร์จหลายวันนะครับ
แบตเตอรี่ลิเธียม
1.แบตเตอรี่ลิเธียมชนิด Li-on (Lithium-ion)
ลิเทียม-ไอออน ถูกออกแบบมาให้ใช้กับเครื่องใช้ปัจจุบันได้สะดวกกว่าสองประเภทแรก น้ำหนักเบา ขนาดเล็กและบางกว่าครับ มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมบ้าง ทรงกระบอกบ้าง ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิตครับ สามารถกักเก็บไฟได้มากกว่ากลุ่มแรก ใช้เวลาชาร์จสั้นกว่า ไม่มีปัญหาเรื่องเมโมรี่-เอฟเฟ๊กต์ *** ชาร์จไฟอย่างไรก็ได้ครับไม่ต้องรอจนหมด แถม Cycle Life ยังยาวนานกว่ามาก เพราะมีค่าแรงไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเซลล์หรือต่อก้อน 3.6-3.7 โวลต์ หรือเทียบเท่ากับแบตเตอรี่ชนิดนิเกิล 3ก้อนเลยทีเดียว เมื่อชาร์จไฟเต็มแล้วอาจมีแรงดันสูงสุดถึง 4.2 โวลต์ และตกลงมาเหลือ 2.5 โวลต์ เมื่อถึงระดับที่ไฟหมดหรือไม่สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าได้อีกต่อไป
2.แบตเตอรี่ลิเธียมชนิด Li-po >(Lithium-polymer หรือ Li-polymer)
ลิเธียม-โพลิเมอร์ สามารถออกแบบให้มีรูปทรงได้หลายรูปแบบตามต้องการ ไม่จำกัดเพียงทรงกระบอกหรือทรงสี่เหลี่ยมอีกต่อไป มีแรงดันไฟฟ้าเท่ากับ Li-on แถมยังเก็บไฟได้มากกว่าทั้ง 3ประเภทที่กล่าว การชาร์จไฟจะทำอย่างไรก็ได้แทบไม่มีข้อกำหนดให้วุ่นวายใจ อีกทั้งยังไร้ปัญหาเรื่องเมโมรี่เอฟเฟ๊กต์อีกด้วยครับ
การใช้งาน Li-po ครั้งแรก อาจชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนหรือชาร์จเต็มแล้วก็สามารถใช้งานได้ทันที ไม่ควรชาร์จทิ้งไว้หลายๆวัน และไม่ควรทิ้งไว้ให้ไฟในแบตเตอรี่หมดเกลี้ยงเป็นเวลานานๆ และอุปกรณ์ชาร์จไฟก็ต้องใช้ชนิด CCCV ซึ่งก็คือแท่นชาร์จสำหรับแบต Li-on นั้นเอง
ขอตั้งข้อสังเกตไว้สักนิดหนึ่งนะครับ ว่าอุปกรณ์ชาร์จไฟชนิดที่นำมาใช้กับแบตเตอรี่ Li-on และ Li-po นั้นสามารถนำไปใช้ชาร์จไฟให้กับแบตเตอรี่ Ni-Cd และ Ni-MH ได้เป็นส่วนใหญ่ ในทางกลับกันอุปกรณ์ชาร์จไฟ สำหรับประเภท Ni-Cd และ Ni-MH “ไม่ควร” นำมาใช้กับแบตเตอรี่ Li-on และ Li-po โดยเด็ดขาดครับ
คงได้ทราบชนิด และการทำงานของแบตเตอรี่ชนิดต่างๆ ไปพอสมควรแล้วนะครับ ทีนี้ละครับการเลือกซื้อแบตเตอรี่ และการใช้งานให้ตรงกับกล้องหรืออุปกรณ์ ก็เป็นเรื่องง่ายเลยครับ ถ้ามีข้อสงสัย หรือต้องการทราบเรื่องอะไร เกี่ยวกับอุปกรณ์ เทคนิคถ่ายภาพ หรือกล้องรุ่นต่างๆ หรือเรื่องอื่นที่ที่เกี่ยวกับกล้อง บอก Mr.D2H ได้เลยนะครับ เดี๋ยวกระผมจัดให้เลยนะครับ จะส่งเมล์หรือโพตส์ลงกระทู้มาก็ได้นะครับ สำหรับอาทิตย์หน้าจะเป็นเรื่องใดนั้นอย่าลืมติดตามชมนะครับ สวัสดีครับ



















