LCD TV กับรูปแบบการใช้งาน
ตอนนี้ LCD TV กำลังกระแสแรง ไม่แพ้เจ้า Plasma TV เลย และเหมือนจะแรงกว่าด้วยซ้ำ และยังมีคลื่นลูกใหม่อย่าง LED TV มาโถมอีก จน TV ธรรมดาบ้านๆ โดนคลื่นซัดหายไปจากความคิดของใครหลายๆ คนที่คิดจะซื้อ TV สักเครื่องแล้วหละ แล้วคนที่หาซื้อสักเครื่องเพื่อไปใช้งาน ส่วนใหญ่คงไม่พ้น ดู TV, UBC, ดูภาพยนตร์ หรือเล่นเกมส์ ครับ แล้วเราจะซื้ออะไรแบบไหนถึงจะเหมาะหละครับ วันนี้ผมมีวีธีการเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละชนิดมาเสนอครับผม ซึ่งเป็นวิธีการเลือกแบบหลักๆ นะครับ จริงแล้ว ยังมีรายละเอียดอย่างอื่นอีกครับ แต่ว่าหลายละเอียดเหล่านั้นค่อนข้างมีผลกระทบน้อยเลยไม่ได้นำมาเสนอด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีผล หรือ ควรจะตัดทิ้งเลยนะครับ
LCD TV กับการดูรายการ TV หรือ UBC เป็นหลัก
ถ้าต้องการซื้อ LCD TV มาดู รายการ TV อย่างเช่น ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 หรือ UBC เป็นหลัก ผมแนะนำว่า อย่าซื้อ LCD TV เลยครับ มอง Plasma TV ดีกว่า และไม่ต้องสนเรื่องความละเอียด แบบ HD (High Definition) หรือ FULL HD ครับ ด้วยเหตุผลดังนี้
- ในราคาที่เท่าๆ กัน จะได้ Plasma TV ที่จอใหญ่กว่าพอควรเลยทีเดียว เช่น ที่ราคาประมาณ 20,000 บาท ซื้อ LCD TV ได้จอขนาด 32” แต่ถ้าเป็น Plasma TV ได้ขนาดจอถึง 42” แล้วคุณจะเลือกจอขนาดเล็กหรือใหญ่หละครับ
- Plasma TV มีความอ่อนไหวต่อ noise น้อยกว่า LCD TV เนื่องจากสัญญาณ TV ตามบ้านโดยเฉพาะสัญญาณจากเสาอากาศมี noise เยอะมากเลยครับ ถ้าเปิดเทียบกันระหว่าง Plasma TV กับ LCD TV จะเห็นว่า LCD TV มี noise รบกวนสายตามากกว่า Plasma TV ครับ
- ความละเอียดของหน้าจอ ตอนนี้ตลาดส่วนใหญ่ของ Plasma TV จะเป็น HD ready ขนาด 1388×768 ซึ่งเป็นความละเอียดที่เหลือเฟือสำหรับการดู TV หรือ UBC บ้านเรา เพราะสัญญาณที่ส่งมาความละเอียดไม่ถึงอย่างแน่นอน ฉะนั้นไม่ต้องสนใจตรงเรื่องนี้มากก็ได้ ถึงแม้ว่าเรามีการดูหนังในรูปแบบ DVD บ้างก็ตาม ความละเอียดของสัญญาณแบบ DVD มีความละเอียดน้อยกว่าความละเอียดของจอส่วนใหญ่ของตลาดของนี้อยู่แล้ว ฉะนั้น Full HD ไม่จำเป็นครับ ประหยัดเงินได้อีกด้วย
ส่วนลูกเล่นที่เหลือเช่น PIP (Picture In Picture) หรือ PAP (Picture And Picture) อันนี้เลือกเอาตามความชอบของแต่ละบุคคลครับ ฟังก์ชั่น PIP หรือ PAP ตอนนี้ส่วนใหญ่จะมีในรุ่นใหญ่ๆ หน่อย อย่างจอ 50” ขึ้นไปครับ อ้อ อีกนิด สำหรับคนที่ซื้อ Plasma TV มาแล้วแรกๆ ดูไม่เห็นจะชัดขึ้นเลย หรือ ไม่เห็นจะต่างกับ TV ธรรมดาเลยนั้น สำหรับ Plasma TV นั้นต้องใช้เวลา Burn In ประมาณ 60 ชั่วโมงครับ ก็คือ ต้องเปิดใช้งานไปแล้ว 60 ชั่วโมง ถึงจะเข้าที่เข้าทางและเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน จริงๆ ระหว่างช่วง Burn In ก็จะค่อยๆ ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ สำหรับ LCD TV ไม่มีช่วงเวลาของการ Burn In นะครับ
LCD TV กับ การชมภาพยนตร์ และ เล่นเกมส์
สำหรับการชมภาพยนตร์และเล่นเกมส์นั้น ผมแนะนำให้ข้าม Plasma TV ไปครับ อันเนื่องมาจากอาการ burn เช่น ภาพที่ค้างนิ่งนานๆ อย่าง สัญลักษณ์ของช่องต่างๆ หรือ แถบพลังในเกมส์ ภาพที่ค้างนิ่งพวกนี้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงภาพบริเวณนั้น ก็จะยังเห็นภาพเดิมอยู่อีกสักพักหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเวลาไม่นานหรอกครับ แต่คงไม่มีใครอยากจะเห็นหรอกนะครับ ถ้าใครรับได้ก็ไม่ว่ากันครับ อีกอย่าง คือเรื่องการสะท้อนแสง หน้าจอของ Plasma TV เป็นกระจกบางท่านอาจมีห้องสำหรับการชมภาพยนตร์โดยเฉพาะก็จะมีการหรี่ไฟเพื่อชมภาพยนตร์ (ผมเองปิดไฟเลยครับ มันได้อารมณ์ดีนะครับลองดู หุหุ) ถ้าเป็นภาพยนตร์การ์ตูนซึ่งส่วนใหญ่มีสีสว่างสดใส ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเป็นภาพยนตร์ที่ภาพออกแนวมืดๆ หน่อย (อย่าง BATMAN เพราะ คุณ BATMAN ท่านชุดดำยังไม่พอยังจะชอบออกบินตอนกลางคืนอีก จะไม่ให้มืดไงไหวหละครับ) หละก็ คุณอาจจะมองเห็นหลอดไฟของคุณที่จอ Plasma TV ของคุณได้นะครับ
การเลือก LCD TV สำหรับชมภาพยนตร์กับเล่นเกมส์นั้นโดยทั่วไปต้องดูอะไรบ้างนั้นก็จะมีดังนี้ครับ
- ขนาดจอก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าห้องที่คุณเอาจอไปตั้งนั้นกว้างยาวขนาดไหน เนื่องจากจอแต่ละขนาดก็จะมีระยะห่างในการดูที่เหมาสมเพื่อถนอมสายตาเราครับ อย่างห้องขนาด studio ตามคอนโดต่างๆ ผมว่า 32” ถึง 37” ก็พอแล้วครับ ส่วนขนาดอื่นๆ เคยกล่าวไว้แล้วในบทความเรื่อง เทคนิคที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อ LCD TV
- ค่า Contrast แนะนำที่ 30,000 ครับ เนื่องด้วยการมี backlight ตามเทคโนโลยีของ LCD TV เองอาจจะทำให้ภาพที่มืดไม่มืดจริง หรือ มืดจริงแต่ภาพที่สว่างกับไม่สว่างเท่าที่ควร จะให้ดีน่าจะนำภาพยนตร์แนวมืดๆ แบบ BATMAN ไปเปิดทดสอบด้วย ถ้าเป้นช่วงที่มืดๆ แล้วยังเห็นรายละเอียดอย่างการสะบัดของผ้าคลุม รอยนูนที่กล้ามอก(อันเนื่องจากชุดที่ใส่) และ ยิ่งถ้าในช่วงที่มืดๆ นั้นมีส่วนที่เป็นแสงสว่าง แล้วเห็นส่วนที่สว่างนั้นมันสว่างจริงๆ นั้นเลย LCD TV ตัวนั้นเจ๋งจริงครับ
- ค่า Response Time อย่างมากไม่ควรเกิน 8 ms. ถ้าได้น้อยกว่านี้ยิ่งดีมาก ครับ ค่า Response Time นี้มีผลต่อการเกิด ghosting คือ การเกิดเงารางๆ ของภาพเดิมปรากฏอยู่เรื่อยๆ เมื่อภาพมีการเปลี่ยนแปลงตลอด
- ความกลมกลืนของสี ดูที่การไล่ระดับของสีต่างๆ ครับ ถ้าดูแล้วการไล่สีกลมกลืน ไม่มีการโดดของสี ก็ใช้ได้ครับ
- ความคมชัด อันนี้ต้องเปิดเทียบกันเลยครับ เนื่องจากแต่ละยี่ห้อมี video processor ในรูปแบบของตนเอง ถ้าเปิดดูแล้วชอบแบบไหนกัน จับจองกันไป
- ลำโพง ส่วนใหญ่กำลังขับอยู่ที่ 10 วัตต์ 2 ตัว ก็ต้องเลือกที่ระบบการจำลองระบบเสียง ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีจุดเด่นต่างกันไป เลือกที่เหมาะกับเราละกันครับ หรือ ใครมีชุด Home Theater หรือ ลำโพงแยกอยู่แล้วก็ข้ามเรื่องนี้ไปได้เลยครับ
ในการเล่นเกมส์นั้นหลักการเลือกเบื้องต้นนั้นก็น่าจะพอเพียงแล้ว แต่สำหรับการชมภาพยนตร์นั้น ตอนนี้ที่ท้องตลาดเรามีรูปแบบของแผ่นภาพยนตร์อยู่ 3 แบบ คือ VCD, DVD และ Blu-ray ครับ จึงขอแบ่งเป็น 2 หัวข้อใหญ่ คือ แบบ VCD กับ DVD และ Blu-ray ครับ
LCD TV กับการชมภาพยนตร์ในรูปแบบ DVD และ VCD
ในรูปแบบ VCD นั้น TV ธรรมดาก็เหลือเฟือละครับ จริงๆ แล้วก็เอา VCD มาเปิดกับ LCD TV หรือ Plasma TV เห็นเลยว่าไม่ชัดอย่างแรง ซึ่งผมไม่แนะนำครับ อย่างน้อยควรที่เป็นในรูปแบบ DVD ครับ สิ่งที่ควรจะดูก็มีดังนี้
- ความละเอียดของจอ ขอแค่ระดับ HD หรือ HD Ready ก็พอแล้ว เนื่องจากความละเอียดของสัญญาณแบบ DVD มีความละเอียดเพียง 720×480 เท่านั้น
- พอร์ต HDMI (High Definition Multimedia Interface) น่าจะมีครับ ส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว แต่ไม่มีก็ไม่ได้เสียหายแต่อย่างใดใช้ช่อง composite หรือ component ยังไหว
แถมนิด ถ้าจะใช้ พอร์ต HDMI แล้วหละก็เครื่องเล่น DVD ก็ต้องมี พอร์ตนี้ด้วยนะครับ แล้วก็หาสาย HDMI สักเส้น ราคาก็ประมาณพันกว่าบาทครับ เพิ่มอรรถรสด้วยลำโพง แบบ 5.1 เจ๋งแน่ๆ ครับ อ้อ ถ้าเครื่องเล่น DVD สามารถถอดการเข้ารหัสเสียงแบบ DTS ได้ด้วยหละก็ กระหึ่มเร้าใจสุดๆ
LCD TV กับ การชมภาพยนตร์ในรูปแบบ Blu-ray
ช่วงแรกๆ ภาพยนตร์ความละเอียดสูงจะมี 2 รูปแบบที่แข่งกันคือ HD-DVD กับ Blu-ray ถึงขั้นซื้อ 1 แถม 1 กันเลยทีเดียว สุดท้าย Blu-ray ก็เป็นฝ่ายชนะไป สิ่งที่ควรจะดูก็มีดังนี้
- ความละเอียดจอ ระดับ Full HD (1920×1080) เท่านั้น เนื่องจากสัญญาณภาพจากแผ่น Blu-ray เป็นระดับ Full HD
- พอร์ต HDMI ต้องมีครับ
ข้อมูลแถม สาย HDMI ดีๆ หัวต่อเป็นทอง 24K ครับ เครื่องเล่น Blu-ray ทีผมแนะนำคือ PlayStation 3 ครับ ได้ทั้งเล่นเกมส์ ได้ทั้งดูภาพยนตร์ ในราคาที่ไม่ต่างกับเครื่องเล่น Blu-ray ยี่ห้ออื่นๆ สักเท่าไหร่ คุ้มค่าแน่นอน ยิ่งถ้าเป็น PlayStation 3 Slim ด้วยแล้วหละก็เจ๋งสุดๆ เนื่องจากสามารถปล่อยสัญญาณเสียงในรูปแบบ Dolby TrueHD และ DTS-HD ออกมาได้แล้วในขณะที่ PlayStation 3 ต้องแปลงสัญญาณเสียงแบบ Dolby TrueHD และ DTS-HD เป็นแบบ LPCM และลำโพงก็น่าจะเป็นรูปแบบ 5.1 เป็นอย่างน้อย ถ้าจะให้เต็มอรรถรสจริงๆ ต้องเป็นรูปแบบ 7.1 ครับ
การชมภาพยนตร์ช่วงนี้น่าจะเป็นในรูปแบบ DVD เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจาก ราคา ภาพยนตร์แบบ DVD ได้ลดลงมากแล้ว และ ภาพยนตร์ในรูปแบบ Blu-ray ถือว่า เพิ่งเปิดตัวกับตลาดบ้านเรา ราคายังคงสูงอยู่ ขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 900 บาทต่อแผ่น ถ้าเทียบกับเวลาที่รูปแบบ DVD ทำตลาดมา เจ้า Blu-ray ก็น่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 3 ถึง 5 ปีเลยทีเดียว ฉะนั้นถ้าช่วงนี้ยังไม่สามารถชมภาพยนตร์ในรูปแบบ Blu-ray ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ LCD TV แบบ Full HD ครับ เพียงแค่ HD หรือ HD Ready ก็พอแล้วครับ
ดังที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่าวิธีที่ดีคือ
- เราซื้อไปทำอะไร
- สิ่งนั้นต้องการอะไร แค่ไหน
- หาสเป็คที่ตรงกับความต้องการ
- ดูและทดสอบกับตาตัวเอง
- จับจองเป็นของตัวเอง ครับ
ใครมีข้อสงสัยประการใด อยากบอกเล่า หรือ แนะนำอะไร เชิญที่ เว็บบอร์ด ของเราได้นะครับ …
วันที่ 2009-08-27 14:10:39
Tags: LCD TV, การเลือก LCD TV, บทความ LCD TV






















